การควบคุมและพิสูจน์สารต้องห้าม
               สารต้องห้าม (prohibited substance) ในวงการกีฬาหมายถึง สารหรือยาที่ถูกห้ามใช้ในการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในช่วงการแข่งขัน หรือการฝึกซ้อมก็ตาม สารพวกนี้จะมีฤทธิ์ทำให้สมรรถภาพในการแข่งขันของนักกีฬาดีขึ้น โดยกลไกการออกฤทธิ์ของสารพวกนี้อาจมี ผลต่อทางร่างกายหรือต่อจิตใจของนักกีฬาก็ได้
               คณะกรรมาธิการฝ่ายแพทย์ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล และองค์กรต่อต้านยาโด๊ปหรือวาด้า (World Anti-Doping Agency) ได้กำหนดรายชื่อสารต้องห้ามเหล่านี้และประกาศใช้บังคับ โดยมีการปรับปรุงแก้ไขทุกปี ส่วนการที่จะเพิ่มหรือลดรายชื่อยาหรือสารต้องห้ามนั้น มีเกณฑ์ที่สำคัญอยู่ 2 ประการคือ
1.
สารหรือยานั้น จะต้องมีผลต่อสมรรถภาพในการแข่งขันของนักกีฬาผู้ใช้ และ/หรือ
2.
สารหรือยานั้น มีผลเสียต่อสุขภาพของผู้ใช้ไม่ว่าในระยะสั้นหรือยาวก็ตาม
               คณะกรรมการแพทย์ของคณะกรรมการโอลิมปิกสากล ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า doping ว่าเกี่ยวข้องกับ จริยธรรมในการกีฬาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ และหมายถึง
1.
การใช้สารหรือยาที่ประกาศห้ามใช้ (prohibited substances) และ/หรือ
2.
การปฏิบัติด้วยวิธีการต่างๆที่ห้ามทำ (prohibited methods)
               วิธีการต้องห้าม (prohibited methods) นั้น หมายความถึงวิธีการใด ๆ ก็ตามที่จะเพิ่มสมรรถภาพการแข่งขันของนักกีฬาหรือขัดขวางขบวนการตรวจหาสารโด๊ปที่นักกีฬาใช้ ซึ่งจะรวมถึงการกระทำหลาย ๆ อย่าง อาทิ การให้เลือดหรือองค์ประกอบของเลือดแก่นักกีฬา โดยมิได้มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ การสับเปลี่ยนปัสสาวะ ไม่ว่าจะเป็นการใส่น้ำลงไปในขวดเก็บปัสสาวะ การสวนปัสสาวะ การทำลายขวดหรือสับเปลี่ยนปัสสาวะของนักกีฬา การเผยแพร่หรือจำหน่ายสารโด๊ป ให้นักกีฬา และการแนะนำหรือส่งเสริมให้นักกีฬาใช้สารโด๊ป การกระทำดังกล่าวข้างต้นนี้ ถือว่าเป็นการละเมิดข้อบังคับว่าด้วยการควบคุมการโด๊ป (doping violation) และจะต้องถูกลงโทษเสมือนกับการใช้ยาหรือสารโด๊ป
               ดังนั้น การโด๊ป (doping) จึงเป็นศัพท์ที่มีความหมายกว้างครอบคลุมทั้งเรื่องสารหรือยา ตลอดจนวิธีการต่างๆที่ห้ามใช้ด้วย เนื่องจากยังไม่มีศัพท์ภาษาไทยที่บัญญัติไว้เฉพาะสำหรับคำว่า doping จึงได้มีการใช้คำว่า “สารต้องห้าม” แทนคำว่า doping ไปก่อน
               ตามข้อกำหนดขององค์กรควบคุมการใช้สารต้องห้ามโลก (The 2009 Prohibited List World Anti-Doping Code) ได้แบ่งประเภทของสารต้องห้ามออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1.
สารและวิธีการที่ห้ามใช้ตลอดเวลา (ทั้งในและนอกการแข่งขัน)  ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ดังนี้
 
กลุ่มที่ 1 กลุ่มสารหรือยาที่ห้ามใช้ (Prohibited substances)
  ก. สารอนาบอริก (Anabolic agents)
  ข. ฮอร์โมน และสารที่เกี่ยวข้อง (Hormones and related substances)
  ค. สารเบต้า-ทู อโกนิสท์ (Beta-2 agonists)
  ง. สารที่มีฤทธิ์ต่อต้านฮอร์โมนเพศหญิง (Agents with anti-estrogenic activity)
  จ. ยาขับปัสสาวะและสารปกปิด (Diuretics and other masking agents)
 
กลุ่มที่ 2 กลุ่มวิธีการห้ามใช้ (Prohibited methods) เป็นวิธีการต้องห้าม หมายรวมถึง วิธีการต่างๆ ที่มีการนำมาใช้ เพื่อทำให้ความสามารถในการแข่งขันของนักกีฬาสูงขึ้น
   
2.
สาร และวิธีการที่ห้ามใช้ตลอดเวลา (เฉพาะในช่วงการแข่งขัน)   เป็นสารและวิธีการต้องห้ามในช่วงการแข่งขัน โดยรวมสารเพิ่มเติมอีกสี่กลุ่มจาก สารต้องห้ามประเภทที่ 1 ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ตามกลไกการออกฤทธิ์ ดังนี้
 
กลุ่มที่ 1 สารกระตุ้น (Stimulants)
กลุ่มที่ 2 สารเสพติด (Narcotics)
กลุ่มที่ 3 สารประเภทกัญชา (Cannabinoids)
กลุ่มที่ 4 สารกลูโคคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Glucocorticosteroids)
   
3.
สารต้องห้ามที่กำหนดในบางชนิดกีฬา (Substances prohibited in particular sports)    เป็นสารหรือยา ที่มีข้อกำหนดในการใช้ สารเหล่านี้จะห้ามใช้ในนักกีฬาที่ต้องใช้สมาธิ และบางชนิดก็อนุญาตให้ใช้โดยมีข้อจำกัดในการใช้ เช่น
 
a.
เหล้าหรือแอลกอฮอล์ (ethanol) ห้ามใช้ในช่วงการแข่งขันเท่านั้น เช่น ห้ามใช้ในกีฬาคาราเต้ เป็นต้น
b.
ยาพวกเบต้าบล็อกเกอร์ (beta-blockers) ซึ่งใช้ในการรักษาโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ห้ามใช้ในช่วงการแข่งขันเท่านั้น ยกเว้นจะกำหนดเป็นอย่างอื่น เช่น ห้ามใช้ในกีฬายิงปืนทั้งในระหว่างและนอกช่วงการแข่งขันด้วย เป็นต้น
การควบคุมและพิสูจน์สารต้องห้าม
               การกินยา ไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ ยาสมุนไพร ยาจีน ยาบำรุงกำลัง หรืออาหารเสริมทุกชนิด ต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้รู้เรื่องสารต้องห้ามก่อนทุกครั้ง ห้ามรับประทานยาที่ไม่ทราบส่วนประกอบทางวิทยาศาสตร์ เช่น ซื้อยากินเอง ยาชุด ยาที่เพื่อนฝูง ญาติ พี่น้อง คนรู้จักมาให้หรือแนะนำมา ยาในซองที่เคยได้รับแต่ไม่ทราบชื่อ กรณีที่มีโรคประจำตัว หรือมีประวัติการเจ็บป่วยต้องปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ก่อนการแข่งขัน เพราะนักกีฬา อาจจะกินยาที่มีสารต้องห้ามอยู่ โดยรู้เท่า ไม่ถึงการณ์ได้ ต้องให้แพทย์ประจำทีมออกใบรับรองแพทย์ หรือติดต่อขอรับใบแจ้งการใช้ยาจากเจ้าหน้าที่ควบคุมการใช้ สารต้องห้ามเพื่อแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าก่อนการแข่งขัน
 
ยาที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด
1.
ยาประเภท Anabolic Steroids ทุกชนิด
2.
ยาขับปัสสาวะ ทุกชนิด
3.
ยาลดความอ้วน หรือลดน้ำหนัก ทุกชนิด ประมาณ 7 วันก่อนการแข่งขัน หรือช่วงแข่งขัน ต้องะมัดระวังเรื่องการใช้ยา เป็นกรณีพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ยาแก้หอบ ยาขยายหลอดลม เพราะอาจมีส่วนผสมของ สารต้องห้ามอยู่ด้วย ดังนั้นก่อนการใช้ยาต้องตรวจสอบดูในฉลากยาว่า มีส่วนผสมยาดังต่อไปนี้หรือไม่
4.
caffeine , ephedrine, phenylpropanolamine, terbutaline (ยกเว้นชนิดพ่น) และsalbutamol (ยกเว้น ชนิดพ่น)
 
ใครบ้างที่จะถูกตรวจโด๊ป?
1.
นักกีฬาทุกคนมีโอกาสถูกสุ่มตรวจ
2.
นักกีฬาที่ทำลายสถิติในการแข่งขัน เพื่อเป็นการรับรองสถิติใหม่
บทลงโทษ นักกีฬาที่ใช้สารต้องห้าม
               หากพบว่ามีการใช้สารต้องห้าม หรือเมตาบอร์ไลต์ส หรือมาร์กเกอร์ของสารต้องห้าม ที่กำหนดไว้ในรายการ สารต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ของ WADA จะมีโทษดังนี้
การละเมิดกฎครั้งที่ 1
ถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน 2 ปี
การละเมิดกฎครั้งที่ 2
ถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันตลอดชีวิต
   
ติดต่องานควบคุมการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา
 
               ภาควิชาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ โทรศัพท์ 02-986-9213 ต่อ 7231, 7251
 
 
 
Created and Design by :   หน่วยพัฒนาเว็บ การผลิตสื่อและการจัดการองค์ความรู้
งานวิเคราะห์พัฒนาระบบ  สถาบันประมวลข้อมูลเพื่อการศึกษาและการพัฒนา   มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์